คำแนะนำตามไตรมาส

1
ไตรมาสที่ 1 (สัปดาห์ที่ 1-13)
ควรเพิ่มน้ำหนักประมาณ 1-2 กก. หรืออาจไม่เพิ่มเลยก็ได้ เนื่องจากอาจมีอาการคลื่นไส้
2
ไตรมาสที่ 2 (สัปดาห์ที่ 14-27)
ควรเพิ่มน้ำหนักประมาณ 0.4-0.5 กก. ต่อสัปดาห์ เป็นช่วงที่ทารกเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
3
ไตรมาสที่ 3 (สัปดาห์ที่ 28-40)
ควรเพิ่มน้ำหนักประมาณ 0.4-0.5 กก. ต่อสัปดาห์ เช่นเดียวกับไตรมาสที่ 2

คำแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

โภชนาการ
รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เน้นผัก ผลไม้ โปรตีน และแคลเซียม
ออกกำลังกาย
ออกกำลังกายเบา ๆ เช่น เดิน ว่ายน้ำ หรือโยคะคนท้อง
ดื่มน้ำ
ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน
พักผ่อน
นอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน

แนวทางการเพิ่มน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์

BMI ต่ำกว่า 18.5 (ผอม)
12.5-18 กก.
ควรเพิ่มน้ำหนักมากกว่าปกติเล็กน้อย เพื่อให้ทารกได้รับสารอาหารเพียงพอ
BMI 18.5-24.9 (ปกติ)
11.5-16 กก.
ควรเพิ่มน้ำหนักตามเกณฑ์มาตรฐาน เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด
BMI 25.0-29.9 (เกิน)
7-11.5 กก.
ควรควบคุมน้ำหนักให้เพิ่มน้อยลง แต่ไม่ควรลดน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์
BMI 30.0 ขึ้นไป (อ้วน)
5-9 กก.
ควรควบคุมน้ำหนักอย่างเคร่งครัดและปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด
ข้อควรระวัง: ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางทั่วไป การควบคุมน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือผดุงครรภ์เท่านั้น อย่าพยายามลดน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์โดยไม่ปรึกษาแพทย์

BMI ตั้งครรภ์คืออะไร?

BMI ตั้งครรภ์ คือการใช้ค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) ก่อนตั้งครรภ์ เป็นตัวกำหนดว่าคุณแม่ควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยมีสุขภาพที่ดี

เกณฑ์น้ำหนักที่ควรเพิ่มตาม BMI

  • BMI < 18.5 (ผอม) — ควรเพิ่มน้ำหนัก 12.5-18 กก.
  • BMI 18.5-24.9 (ปกติ) — ควรเพิ่มน้ำหนัก 11.5-16 กก.
  • BMI 25-29.9 (น้ำหนักเกิน) — ควรเพิ่มน้ำหนัก 7-11.5 กก.
  • BMI ≥ 30 (อ้วน) — ควรเพิ่มน้ำหนัก 5-9 กก.

เกณฑ์นี้กำหนดโดย สถาบันการแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (IOM) และได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์

สิ่งที่ควรทราบ

  • ครรภ์แฝด — ต้องการน้ำหนักเพิ่มมากกว่าปกติ (ประมาณ 16-24 กก. สำหรับ BMI ปกติ)
  • ไตรมาสแรก — น้ำหนักมักเพิ่มน้อย (0.5-2 กก.) บางคนอาจน้ำหนักลดจากอาการแพ้ท้อง
  • ไม่ควรลดน้ำหนัก — การลดน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์อาจเป็นอันตรายต่อทารก
  • ปรึกษาแพทย์เสมอ — แต่ละคนมีความต้องการต่างกัน ควรติดตามกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

แหล่งอ้างอิง

จัดทำโดย: Health Hub Go · อัปเดตล่าสุด: มกราคม 2568

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลในหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ กรุณาปรึกษาแพทย์หรือผดุงครรภ์สำหรับคำแนะนำเฉพาะบุคคล